|
ติดต่อ คุณอัจฉรา 086-6282817 หรือร่วมบริจาค ธ.กรุงไทย เลขบัญชี 031-0-03432-9 หรือ ธ.กรุงเทพ เลขบัญชี 145-5-24762-5 ชื่อบัญชีสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ต้องใช้จ่าย เดือนละ 1 แสนบาท โดยเป็นค่าใช้จ่าย ใน 3 โครงการ ที่ดูแล คนเร่ร่อนไร้บ้าน...พนักงานบริการ ...เด็กและเยาวชนในชนบทกลุ่มต่าง ๆ /"ความสำเร็จประกอบด้วยความผิดพลั้งหลายๆ ครั้งมารวมกันโดยที่ความกระตือรือร้นที่หวังจะพบกับชัยชนะนั้นยังคงอยู่" (วินสตัน เชอร์ชิลล์).
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
คำเตือนจากบริษัทน้ำมันเชลล์ -- ต้องอ่าน!. Shell Oil Report!... (MUST READ)
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554
นัดฟังคำสั่งชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์คดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 52 แปลงใน ต.แม่รำพึง วันพุธ ที่ 28 กันยายน 2554 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 13
นัดฟังคำสั่งชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์คดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 52 แปลงใน ต.แม่รำพึง
« เมื่อ: กันยายน 26, 2011, 11:21:57 am »
เชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจทำข่าว นัดฟังคำสั่งชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์
กรณีชาวบ้าน อ.บางสะพาน ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ร้องสอด
คดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 52 แปลงใน ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
คดีหมายเลขดำที่ 1335/2553
วันพุธ ที่ 28 กันยายน 2554 เวลา 10.00 น.
ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 13
ปกป้องพื้นที่สาธารณะจำนวน 52 แปลง รวม 798 ไร่
บทพิสูจน์ สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
สิทธิชุมชนในการจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
เป็นเรื่องของประชาชน ชุมชนร่วมกัน หรือของรัฐฝ่ายเดียว
__________________________________________________________________________
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ชาวบ้าน 12 หมู่บ้านในต.กำเนิดนพคุณ ต.ธงชัย ต.แม่รำพึง และต.พงษ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 33 คน ร่วมกันยื่นคำร้องสอดคดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน 52 แปลง ในพื้นที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีชื่อบริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทในเครือเป็นผู้ครอบครอง คดีหมายเลขดำที่ 1335/2553 ระหว่าง บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ผู้ฟ้องคดี กับ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี
เพราะเห็นว่าการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 52 แปลง ซึ่งอยู่ในเขตป่าคุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าชายเลน อันเป็นสาธารณะสมบัติดั้งเดิมของชุมชน มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ แต่ภายหลังที่กลุ่มบริษัทสหวิริยาได้เอกสารสิทธิ์มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้นำที่ดินดังกล่าวไปใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึก อันส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการสร้างถนนขวางคลองแม่รำพึงทำให้ระบบนิเวศของป่าชายเลนเปลี่ยนแปลงไป และได้ปิดกั้นเส้นทางระบายน้ำของ อำเภอบางสะพาน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม พื้นที่สวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนได้รับความเสียหาย และการสร้างท่าเรือน้ำลึกทำให้กระแสการไหลของน้ำเปลี่ยนไป จำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประกอบอาชีพประมง เลี้ยงปลาในกระชัง และการท่องเที่ยว
ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีกลุ่มบริษัทสหวิริยาฟ้องเพิกถอนคำสั่งและแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส. 3 ก.) ของกรมที่ดิน ตัวแทนชาวบ้านจำนวน 33 คนจึงได้ขอร้องสอดเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเข้าไปในคดีเพื่อจะได้มีส่วนรวมกับรัฐในการปกป้องสิทธิชุมชนและสิทธิจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 66 และ 67 ได้รับรองและคุ้มครองไว้
ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 คำสั่งศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ร้องสอด ด้วยเหตุว่า ผู้ร้องสอดเป็นเพียงผู้อยู่ในชุมชนหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่พิพาทเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองทำประโยชน์ใน น.ส. 3 ก. จำนวน 52 แปลงที่พิพาท และการร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับการรับรองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเสียไปซึ่งความยุติธรรมจึงไม่มีสิทธิร้องสอด โดยชาวบ้านผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ยืนยันว่าชาวบ้านและชุมชนอำเภอบางสะพาน มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 66 หรือ 67 ในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน และกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนที่เกี่ยวพันกับที่ดินหรือทรัพยากรสาธารณะเป็นเรื่องของประชาชน มิใช่ปล่อยให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอีกต่อไป อีกทั้งยืนยันสิทธิในการปกป้องตนทั้งในขั้นตอนก่อนการพิจารณาของฝ่ายปกครองในการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบและกระบวนพิจารณาของศาล เพื่อให้ยังได้รับการรับรองและคุ้มครองในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
เรียนเชิญท่านทำข่าว ศาลปกครองสูงสุดกำหนดนั่งฟังคำสั่งชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์นี้ ในวันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 13
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : มนทนา ดวงประภา โทร. 086-5467054
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ โทร. 084-0166152
--
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
505/12 ซอยรามคำแหง 39 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
โทร.02-3189439,02-1844523 แฟกซ์ 02-3189439
เว็บไซต์: http://www.enlawthai.org อีเมลล์: enlawthai@gmail.com
Environmental Litigation and Advocacy for the Wants (EnLAW)
505/12 Soi Ramkhamhaeng 39 Plubpla, Wongtonglang, Bangkok 10310, Thailand
Tel. 02-3189439,02-1844523 Fax. 02-3189439
Website: http://www.enlawthai.org Email: enlawthai@gmail.com
กรณีชาวบ้าน อ.บางสะพาน ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ร้องสอด
คดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 52 แปลงใน ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
คดีหมายเลขดำที่ 1335/2553
วันพุธ ที่ 28 กันยายน 2554 เวลา 10.00 น.
ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 13
ปกป้องพื้นที่สาธารณะจำนวน 52 แปลง รวม 798 ไร่
บทพิสูจน์ สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
สิทธิชุมชนในการจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
เป็นเรื่องของประชาชน ชุมชนร่วมกัน หรือของรัฐฝ่ายเดียว
__________________________________________________________________________
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ชาวบ้าน 12 หมู่บ้านในต.กำเนิดนพคุณ ต.ธงชัย ต.แม่รำพึง และต.พงษ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 33 คน ร่วมกันยื่นคำร้องสอดคดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน 52 แปลง ในพื้นที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีชื่อบริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทในเครือเป็นผู้ครอบครอง คดีหมายเลขดำที่ 1335/2553 ระหว่าง บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ผู้ฟ้องคดี กับ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี
เพราะเห็นว่าการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 52 แปลง ซึ่งอยู่ในเขตป่าคุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าชายเลน อันเป็นสาธารณะสมบัติดั้งเดิมของชุมชน มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ แต่ภายหลังที่กลุ่มบริษัทสหวิริยาได้เอกสารสิทธิ์มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้นำที่ดินดังกล่าวไปใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึก อันส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการสร้างถนนขวางคลองแม่รำพึงทำให้ระบบนิเวศของป่าชายเลนเปลี่ยนแปลงไป และได้ปิดกั้นเส้นทางระบายน้ำของ อำเภอบางสะพาน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม พื้นที่สวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนได้รับความเสียหาย และการสร้างท่าเรือน้ำลึกทำให้กระแสการไหลของน้ำเปลี่ยนไป จำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประกอบอาชีพประมง เลี้ยงปลาในกระชัง และการท่องเที่ยว
ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีกลุ่มบริษัทสหวิริยาฟ้องเพิกถอนคำสั่งและแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส. 3 ก.) ของกรมที่ดิน ตัวแทนชาวบ้านจำนวน 33 คนจึงได้ขอร้องสอดเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเข้าไปในคดีเพื่อจะได้มีส่วนรวมกับรัฐในการปกป้องสิทธิชุมชนและสิทธิจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 66 และ 67 ได้รับรองและคุ้มครองไว้
ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 คำสั่งศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ร้องสอด ด้วยเหตุว่า ผู้ร้องสอดเป็นเพียงผู้อยู่ในชุมชนหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่พิพาทเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองทำประโยชน์ใน น.ส. 3 ก. จำนวน 52 แปลงที่พิพาท และการร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับการรับรองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเสียไปซึ่งความยุติธรรมจึงไม่มีสิทธิร้องสอด โดยชาวบ้านผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ยืนยันว่าชาวบ้านและชุมชนอำเภอบางสะพาน มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 66 หรือ 67 ในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน และกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนที่เกี่ยวพันกับที่ดินหรือทรัพยากรสาธารณะเป็นเรื่องของประชาชน มิใช่ปล่อยให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอีกต่อไป อีกทั้งยืนยันสิทธิในการปกป้องตนทั้งในขั้นตอนก่อนการพิจารณาของฝ่ายปกครองในการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบและกระบวนพิจารณาของศาล เพื่อให้ยังได้รับการรับรองและคุ้มครองในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
เรียนเชิญท่านทำข่าว ศาลปกครองสูงสุดกำหนดนั่งฟังคำสั่งชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์นี้ ในวันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 13
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : มนทนา ดวงประภา โทร. 086-5467054
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ โทร. 084-0166152
--
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
505/12 ซอยรามคำแหง 39 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
โทร.02-3189439,02-1844523 แฟกซ์ 02-3189439
เว็บไซต์: http://www.enlawthai.org อีเมลล์: enlawthai@gmail.com
Environmental Litigation and Advocacy for the Wants (EnLAW)
505/12 Soi Ramkhamhaeng 39 Plubpla, Wongtonglang, Bangkok 10310, Thailand
Tel. 02-3189439,02-1844523 Fax. 02-3189439
Website: http://www.enlawthai.org Email: enlawthai@gmail.com
วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554
ความจริง เริ่มโผล่ จาก การยึดปืน "ลูกซอง" ถึง คดีสังหาร 13 ศพ
| วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7601 ข่าวสดรายวัน ความจริง เริ่มโผล่ จาก การยึดปืน "ลูกซอง" ถึง คดีสังหาร 13 ศพ ไม่ว่าการส่งมอบสำนวนการสอบสวนคดีการเสียชีวิต 13 ศพ จากการสลายการชุมนุมเมื่อ เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 จากกรมสอบสวนคดีพิเศษให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นไปตามวาระ ไม่ว่าการตรวจสอบอาวุธปืนลูกซองจำนวนกว่า 3,000 กระบอกที่ศอฉ.เรียกเก็บจากผู้ว่าราชการจังหวัดในห้วงแห่งการประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกาศสถานการณ์ความมั่นคง เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เป็นไปตามวาระ เป็นไปตามวาระที่จะต้องนำสำนวนคดีการเสียชีวิต 13 ศพส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อนำฟ้องศาล เป็นไปตามวาระเพราะจากระหว่างเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันไม่ทราบว่าปืนกว่า 3,000 กระบอกไปอยู่ที่ใดบ้าง และมีการส่งคืนกลับไปยังหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ครบถ้วนหรือไม่ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ทุกอย่างจำเป็นต้องชำระสะสาง กล่าวสำหรับคดีการเสียชีวิต 13 ศพ มีความแตกต่างระหว่างรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างแน่นอน รัฐบาลก่อนถือว่าเป็น "คดีพิเศษ" อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ ความรับผิดชอบของดีเอสไอมีมากถึงระดับที่พนักงานสอบ สวนของดีเอสไอจะชันสูตรพลิกศพด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ประมวลวิอาญามาตรา 104 ต้องเป็นเรื่องของตำรวจท้องที่ เมื่อในที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษไม่ยอมรับข้อเสนอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องนี้ก็ต้องส่งไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้เป็นเรื่องของแต่ละท้องที่จะต้องดำเนินการชันสูตรพลิกศพ แล้วส่งเรื่องให้อัยการพิจารณาส่งศาล กว่าจะได้บทสรุปก็เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทั้งๆ ที่เวลาผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว ยิ่งเรื่องปืนลูกซองกว่า 3,000 กระบอกของหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ซึ่งศอฉ.เรียกจากผู้ว่าราชการจังหวัด ยิ่งมากด้วยความละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนกระทั่งนำไปสู่การย้ายอธิบดีกรมการปกครอง "เนื่องจากช่วงที่มีการเรียกเก็บปืนคืนนั้นรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมดำเนินการสั่งเก็บ ผมก็ได้ยืนยันไปว่าผมไม่มีอำนาจสั่งการ เป็นสาเหตุ 1 ทำให้ผมถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ" เป็นคำยืนยันจาก นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ นี่จึงเป็นเรื่องในความรับผิดชอบของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขณะนั้น นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการและลงนามในคำสั่ง เป็นเรื่องที่จะต้องทำความจริงให้เป็นที่กระจ่างว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งหมดดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ การตายของ 13 ศพเกิดขึ้นจากการลั่นกระสุนของ ใคร คนออกคำสั่งก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ปืนกว่า 3,000 กระบอกมีชะตากรรมอย่างไร คนออกคำสั่งก็ต้องทำความกระจ่าง มีแต่เผชิญกับความจริง มีแต่คลี่คลายความเป็นจริงออกมา ทุกอย่างจึงจะเรียบร้อย ราบรื่น หน้า 6 http://goo.gl/d4ERm |
วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554
Blow-Up Trailer 1966 Extended Version
Film Addict และสภากาแฟ เต็มใจเสนอ
ภาพยนตร์เรื่อง Blow up
จัดฉายประเดิมห้องสภากาแฟที่ปรับปรุงใหม่
บรรยากาศสุดสวยพร้อมหนังที่สุดยอด
วันพุธที่ 21 กันยายน 2554
ณ ห้องสภากาแฟ NOC C.7
--------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างภาพยนตร์
http://www.youtube.com/watch?v=2Xz1utzILj4&feature=related
ภาพยนตร์เรื่อง Blow up
จัดฉายประเดิมห้องสภากาแฟที
บรรยากาศสุดสวยพร้อมหนังที่
วันพุธที่ 21 กันยายน 2554
ณ ห้องสภากาแฟ NOC C.7
--------------------------
ตัวอย่างภาพยนตร์
http://www.youtube.com/wat
คำโปรย
"ถ้าพูดถึงตากล้องในโลกภาพยนตร์จะไม่มีทางหนีเรื่อง Blowupในปี 1966 ได้แน่
หนังอาร์ตเฮ้าท์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง มีบางโรงภาพยนตร์ในอเมริกายังฉายถึงทุกวันนี้
"ถ้าพูดถึงตากล้องในโลกภาพย
หนังอาร์ตเฮ้าท์ที่ขายดีที่
ด้วยความลงตัวอะไรซักอย่างมันทำให้คนรู้สึกว่า"ดูไม่รู้เรื่องวะ แต่ชอบชิบหาย"
Michelangelo Antonioni ผู้กำกับระดับครูจาก Italy ลงมือทำหนังพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องแรกในชีวิต"
------ สงวนลิงค์ที่มา เนื่องจากเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ -----
----------------------------------------------------------------------------------
Michelangelo Antonioni ผู้กำกับระดับครูจาก Italy ลงมือทำหนังพูดภาษาอังกฤษเป
------ สงวนลิงค์ที่มา เนื่องจากเปิดเผยเนื้อหาของ
--------------------------
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)