วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จับตากองทุนสื่อ ต้องอิสระ โปร่งใส เน้นสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย

จับตากองทุนสื่อ ต้องอิสระ โปร่งใส เน้นสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย

ภาค ประชาชนและผู้ผลิตสื่อน้ำดีผนึกกำลังจับตา กองทุนสื่อฯ  ดันควรเป็นองค์กรอิสระ โครงสร้างชัดเจน โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม เข้าถึงได้  มุ่งสร้างสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัยเพื่อเด็กและสังคมไทย

ในช่วงที่ผ่านมามีการจัดเวทีระดมความคิดเห็นหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับ การมี "กองทุนสื่อ"ที่จะมาช่วยผลักดันให้เกิดการผลิตสื่อดีที่สร้างสรรค์และ ปลอดภัยต่อเยาวชน ด้วยการกำหนดให้กองทุนมีบทบาทในการสนับสนุนผู้ผลิตที่ต้องการหลุดกรอบธุรกิจ มาสู่การผลิตรายการดีเพื่อเด็กเพื่อสังคมอย่างแท้จริงและอยู่ได้  ซึ่งเชื่อว่าในปัจจุบันมีผู้ผลิตเหล่านี้อยู่จำนวนไม่น้อย  ทั้งในกลุ่มสื่อกระแสหลัก กลุ่มสื่อทางเลือกและสื่อพื้นบ้าน กลุ่มสื่อหนังสือและวรรณกรรม กลุ่มนักวิจัยด้านสื่อเพื่อการพัฒนาเด็ก และกลุ่มเด็กและเยาวชนทำสื่อ

ล่าสุดในเวทีสาธารณะ "จับตากองทุนสื่อ เครื่องมือหนุนอนาคตชาติ" ซึ่งกลุ่มบ้านรักดี ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ที่โรงแรมเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนทุกภาคส่วนที่เกี่ยว กับ เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของประชาชนโดยแท้จริงนั้น   กลุ่มผู้ผลิตสื่อด้านต่าง ๆ รวมทั้งผู้แทนจากภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยว กับความคาดหวังต่อกองทุน รูปแบบการสนับสนุน การเข้าถึงกองทุน ฯลฯ

นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน (คพส.) กล่าวเปิดการสัมมนาโดยระบุว่า กองทุนนี้น่าจะเกิดขึ้นได้แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่รู้ว่าไปติดตรงไหน แต่อยากผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะจากวัตถุประสงค์และที่มาของกองทุนมีความเป็นไปได้และจะเกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติ โดยเฉพาะเยาวชน ตามวัตถุประสงค์ 5 อย่างที่จะผลิตและพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ เป็นเรื่องที่ดีน่าสนับสนุน แต่ปัญหาว่าเมื่อมาเป็นกฎหมายจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจกันไว้ เพราะกฎหมายเวลาร่างเป็นอย่างหนึ่ง เวลาออกมาเป็นอย่างหนึ่ง ระหว่างทางมีการแปลงสารที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้  อย่างไรก็ตามการผลักดันกฎหมายนี้ก็มีหลายช่องทางเช่น หากรัฐบาลไม่เสนอผลักดันกันมานาน 7 ปีกองทุนนี้ยังไม่เกิด ภาคประชาชนก็สามารถรวบรวมรายชื่อเสนอเองได้และเป็นเรื่องดี  สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างกว้างขวางและมาร่วมผลัก ดัน

นางสาวเข็มพร  วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า การผลักดันให้เกิด "(ร่าง)พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"เกิดจากการรวมตัว ของเครือข่ายกว่า 37 องค์กร ทั้งภาคนักวิชาการ ประชาชนเครือข่ายครอบครัวและเครือข่ายเด็ก สภาเด็กและเยาวชน รวมทั้งฝ่ายราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้อง จนในปัจจุบันได้ผ่านมติรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของคณะกฤษฎีกาแล้ว หาก"พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"  ผ่านออกประกาศใช้ย่อมเป็นโอกาสของผู้ผลิตในการสร้างสรรค์สื่อดีๆให้กับเด็ก และเยาวชนกว่า 26 ล้านคนทั่วประเทศทำให้เกิดสื่อที่ดี มีคุณภาพ สร้างสรรค์และปลอดภัย เพื่อเด็ก เยาวชน และสังคมไทยเพิ่มขึ้น

ในเวทีสาธารณะภาคประชาชนได้แสดงความห่วงใยต่อการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้วัตถุประสงค์ของการผลักดันให้เกิดกองทุนนี้ผิดไปจาก เจตนาเดิม โดยมี 2 เรื่องหลัก คือ  คณะกรรมการกองทุน  และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ

1) คณะกรรมการกองทุน ซึ่งในร่างของกฤษฎีกามีการเพิ่มจาก 2 ชุด เป็น 3 ชุด  ข้อสังเกตของภาคประชาชนคือ การเปลี่ยนแปลงให้มีคณะกรรมการที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในเรื่องการตรวจ สอบสื่อที่ไม่เหมาะสม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานและยังมีองค์ประกอบกรรมการที่ มาจากของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องปราบปราบสื่อที่ไม่เหมาะสมมากก ว่าการส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์  อีกทั้งในเรื่องการบริหารกองทุน โดยมีปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานนั้น เป็นการใช้อำนาจในการบริหารจัดการกองทุนเป็นหลัก และมีการแต่งตั้งกรรมการอื่น ๆ มาประกอบ ซึ่งจะทำให้การทำงานอยู่ภายใต้ระบบราชการมากกว่าการเป็นองค์กรอิสระ  ซึ่งจากบทเรียนในอดีตพบว่าการบริหารกองทุนในลักษณะดังกล่าวมีจุดอ่อนมาก

2) บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ ตามร่างที่ผ่านมติครม.กำหนดนโยบายการบริหารงานให้ความเห็นชอบแผนการดำเนิน งานของกองทุน   แต่ในร่างปรับใหม่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกามีการเพิ่มบทบาทหน้าที่ของคณะ กรรมการ ในลักษณะของการตรวจสอบสื่อ ซึ่งแตกต่างจากร่าง พ.ร.บ.ฯเดิมที่เน้นการส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์ และเน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่จะเฝ้าระวังสื่อ

ทั้งนี้ภายหลังการระดมความคิดเห็นจะได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอในการจัดตั้ง กองทุนสื่อจากภาคประชาชน ที่ผู้ผลิตสื่อน้ำดีได้มีโอกาสเข้าถึงและสร้างสรรค์สื่อดีเพื่อเด็กและสังคม ได้อย่างแท้จริง  โดยจะเสนอต่อรัฐบาลและสาธารณะต่อไป หวังว่ารัฐบาลจะผลักดันกองทุนสื่อให้เกิดขึ้นเป็นของขวัญแก่เด็กและเยาวชนใน ปี 2554 นี้.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32397




วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 12 มกราคม 2554 เวลา 13.00 – 16.00 น ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอเชิญผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจร่วมการสัมมนา "ทำธุรกิจให้รุ่ง...มุ่งนวัตกรรม"
          วันพุธที่ 12 มกราคม 2554
          เวลา 13.00 – 16.00 น
          ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 
          **ไม่เสียค่าใช้จ่าย**
          โดย ในการสัมมนา ท่านจะได้รับฟังการบรรยาย ที่เป็นที่สุดของความรู้ด้านนวัตกรรมธุรกิจ จาก รศ. ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ อดีตคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาเปิดมุมมองและให้ความรู้เรื่องการสร้างนวัตกรรมธุรกิจสำหรับ SMEs ไทย การประเมินระดับนวัตกรรม SMEs ไทย และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจ เพื่อหาคำตอบด้านนวัตกรรมสำหรับธุรกิจของท่าน           
          รับ จำนวนจำกัด เพียง 70 ท่าน สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 547 5950 หรือทาง e-mail: research@dbd.go.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย



วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ชำนาญ จันทร์เรือง: นักโทษทางความคิด

ชำนาญ จันทร์เรือง: นักโทษทางความคิด

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
15 ธันวาคม 2553

ไม่ น่าเชื่อว่ามนุษย์ที่ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐจะเข่นฆ่าทำร้ายและคุมขัง มนุษย์ด้วยกันแต่ว่ามีความคิดเห็นแตกต่างจากตัวเองและไม่มีความเศร้าใจใดๆ ที่จะเทียบเท่ากับการได้เห็นภาพหรือทราบข่าวของการจับกุมคุมขังผู้ที่มีความ คิดเห็นแตกต่างจากผู้ครองอำนาจรัฐไม่ว่าจะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินใดในโลกนี้ ซึ่งเราเรียกเขาเหล่านี้ว่านักโทษทางความคิดหรือ Prisoner of Conscience

คำ ว่านักโทษทางความคิดนั้นในคู่มือสมาชิกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย(Amnesty International Thailand)ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ บุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกกักขังทางร่างกายเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เพราะศาสนา หรือความเชื่ออย่างแท้จริงของเขา เพราะเผ่าพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ถิ่นกำเนิดหรือสังคม สถานภาพทางเศรษฐกิจ การเกิด แนวโน้มทางเพศ หรือสถานภาพอื่นๆ ทั้งนี้ โดยที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือความเกลียดชัง

ไม่มีใครรู้ถึงจำนวนที่แน่นอนของนักโทษทางความคิด ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วโลก พวกเขาถูกจับกุมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองติดอาวุธ บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน หลายคนเป็นศิลปิน นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักต่อสู้ของสหภาพแรงงาน โดยเขาเหล่านั้นได้ท้าทายความคิดเห็นของรัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏว่านักโทษทางความคิดส่วนใหญ่กลับเป็นชายและหญิงธรรมดาๆ แม้กระทั่งเด็กๆจากผู้คนทุกชนชั้นโดยถูกคุมขังเพียงเพราะสิ่งที่พวกเขา เป็น(เช่น เป็นเหลือง หรือเป็นแดง เป็นต้น) มากกว่ากิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา

นักโทษทางความคิดบางคนได้กระทำ การต่อต้านระบบทั้งหมดของรัฐ ในขณะที่บางคนได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของระบบการเมืองภายในประเทศ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกจับกุมอยู่ดี ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาได้ ทั้งๆที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อใดควรได้รับสิทธิมนุษยชนโดยปราศจาก การเลือกปฏิบัติเพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า "โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมืองหรือความคิดเห็นอื่น สัญชาติหรือกำนิดทางสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่น"

ตัวอย่างของการกล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุผลที่จะจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดที่พบเห็นอยู่เสมอ เช่น

- การเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองที่ปราศจากความรุนแรง เช่น กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง หรือการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพันธมิตรฯ เป็นต้น
- การเป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้เพื่อการปกครองตนเอง
- การยืนยันที่จะปฏิบัติพิธีการทางศาสนาที่รัฐไม่ให้ความเห็นชอบ
- การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงาน เช่น การนัดหยุดงาน หรือการเดินขบวนประท้วงของคนงาน เป็นต้น
- การตั้งข้อหาว่าพวกเขาก่ออาชญากรรม ทั้งๆที่เป็นเพียงการวิจารณ์ทางการหรือเป็นการชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น เช่น การตั้งข้อหาก่อการร้าย หรือการป้ายสีว่าอยู่ในขบวนการล้มเจ้าทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่ก็แจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อนเพื่อกลั่นแกล้งกัน เป็นต้น
- การเขียนบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ที่กระตุ้นให้ผู้คนตระหนักในเรื่องของการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศของตน ก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมของผู้ก่อการร้ายแยกดินแดนได้ เป็นต้น
- การปฏิเสธการเข้ารับราชการทหาร สืบเนื่องมาจากความคิดเห็นของตนที่เป็นการปฏิเสธอย่างจริงใจ ( Conscientious Objection)
- การต่อต้านการใช้ภาษาราชการของประเทศ เช่น ในประเทศที่มีภาษาหลักอยู่หลากหลาย หรืออาจจะด้วยเพราะเหตุผลทางการเมือง เช่น อินเดีย แคนาดา ฯลฯ จนต้องมีภาษาราชการมากกว่า 1 ภาษา เนื่องจากเขาบังเอิญอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มี ความคิดเห็นไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น หมู่บ้านในเขตสีแดงหรือสีชมพูในอดีต หรือ หมู่บ้านในในเขตภาคเหนือหรือภาคอีสานในปัจจุบัน เป็นต้น
- เนื่องจากคนในครอบครัวเป็นศัตรูของรัฐอย่างเปิดเผยเปรียบดังกรณีหมาป่ากับลูกแกะ เป็นต้น
- การอยู่ในสถานที่ที่ถูกจำกัดทางเพศเพราะเหตุเป็นสตรีเพศ เช่น ในอัฟกานิสถานภายใต้ระบอบการปกครองของตาลีบัน
- เนื่องจากอัตตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริงหรือที่แสดงออกหรือการข้องแวะในความ สัมพันธ์หรือกิจกรรมของเพศเดียวกัน เช่น กรณีผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย เป็นต้น

ตัวอย่างของนักโทษทางความคิดที่มีชื่อเสียงที่เรารู้จักกัน ดีก็คือ อองซาน ซู จี ของพม่าที่เพิ่งถูกปล่อยตัวจากการกักขังไว้ในบ้านของตนเอง(House Arrested) หรือกรณีของนาย Idriss Boufayed นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวลิเบียซึ่งถูกจับกุมภายหลังเขากลับจากการลี้ ภัยในสวิตเซอร์แลนด์ไปลิเบียในเดือน ก.ย.2549 ทั้งๆที่เขาได้รับหนังสือเดินทางและคำยืนยันจากสถานทูตลิเบียประจำกรุงเบิร์ นว่าเขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆในการกลับเข้าประเทศ แต่ปรากฏว่าเขากลับถูกจับในวันที่ 5 พ.ย. 2549 และ ถูกขังเดี่ยวจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 29 ธ.ค.2549 แต่ต่อมาเขาก็ยังถูกจับกุมอยู่ดีในเดือน ก.พ.2550 ขณะที่กำลังวางแผนการชุมนุมอย่างสงบในเมืองเดียวกัน

จากตัวอย่าง ทั้งหมดที่ได้ที่ได้กล่าวมานี้ ผมเห็นว่านักโทษทางความคิดทุกคนควรได้รับการปล่อยตัวโดยทันทีและโดยปราศจาก เงื่อนไข เพราะภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างๆไม่มีสิทธิที่จะกักขังบุคคลเหล่านั้น พวกเขาถูกปล้นอิสรภาพเพราะความเชื่อของตน หรือเพราะอัตตลักษณ์ความเป็นตัวตน มิใช่การเป็นผู้ร้ายโดยกมลสันดาน

เรามารณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษทางความคิดกันเถอะครับ


 

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553/วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:00 - 16:00 น. ณ. ห้อง 207 ชั้น 2

“ชวนถกเรื่องพหุวัฒนธรรม” /ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยกลุ่มวิจัยความขัดแย้งและพหุวัฒนธรรมนิยม
ขอเชิญร่วมเสวนาในโครงการ

ครั้งที่ 1 พหุนิยมในเชิงกฎหมาย (Legal Pluralism)

ศ.ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:00 – 16:00 น. ณ. ห้อง 207 ชั้น 2

“หากสังคมไทย มีความหลายหลายทางวัฒนธรรม แต่เหตุใดกฎหมายที่ใช้จึงไม่สามารถรองรับแง่คิดและธรรมเนียมปฏิบัติจาก วัฒนธรรมต่างๆ ได้ทั้งหมด ? การเรียกร้องสิทธิ และการแสดงออกซึ่งความเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง หรือไม่ ในเมื่อสังคมของเรายังคงมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย?” ร่วมกันหาคำตอบได้ในวงเสวนาเรื่อง พหุนิยมในเชิงกฎหมาย (Legal Pluralism)


ครั้งที่ 2 “นโยบายภูมิบุตรากับการเมืองเรื่องชาติพันธุ์ในมาเลเซีย”

รศ. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ณ. ห้อง 207 ชั้น 2

ในปัจจุบันสังคมของเรามีนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากมาย ทว่า จะมีหนทางใดที่สามารถสร้างนโยบายที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ เหล่านั้น การมองประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์แบบ หนึ่ง ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะกับนักกฎหมายผู้สนใจชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยในเสวนา เรื่อง“นโยบายภูมิบุตรากับการเมืองเรื่องชาติพันธุ์ในมาเลเซีย”


เข้าร่วมฟังเสวนาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429

วันพุธที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ชั้น ๒ อาคารมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เชิงสะพานวันชาติ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เชิญฟังการบรรยายเรื่อง “คนมลายูในโลกที่เปลี่ยนแปลง ภาพสะท้อนจากวรรณกรรมท้องถิ่น”

แก้ไขล่าสุด lekprapai เมื่อ 13 - 12 - 2010 11:48


มูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ขอเชิญผู้สนใจ ร่วมเข้าฟังการบรรยายสาธารณะ
เรื่อง “คนมลายูในโลกที่เปลี่ยนแปลง ภาพสะท้อนจากวรรณกรรมท้องถิ่น”
โดย กัณหา  แสงรายา  วันพุธที่  ๑๕  ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องประชุม ชั้น ๒ อาคารมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ เชิงสะพานวันชาติ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
สำรองที่นั่งได้ที่ E-mail : lek_prapai@yahoo.com หรือ โทร.(02)2811988  (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ)

    ในความขมุกขมัวของสังคมมลายู มุสลิมท้องถิ่นชายแดนใต้ ผู้คนรับรู้เพียงปัญหาแห่งความรุนแรงต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง วรรณกรรมจากพื้นที่แม้จะมีไม่มากนักและส่วนใหญ่เขียนขึ้นจากคนนอกที่เฝ้ามอง เหตุการณ์ แต่ก็พอตอบคำถามให้เห็นถึงเลือดเนื้อและจิตใจของคนในพื้นที่แห่งความขัด แย้ง               
กัณหา  แสงรายา นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ใช้ชีวิตและศึกษาวรรณกรรมและภาษาศาสตร์ในสังคมมลายูอย่างลุ่มลึก นับเป็นผู้รู้สำคัญคนหนึ่งของจังหวัดชายแดนใต้ มุมมองที่สะท้อนปัญหาทางสังคมวัฒนธรรมจากบทความทุกชิ้น ควรค่าแก่การนำมาขบคิดเพื่อแสงสว่างแห่งปัญญาต่อไป

ที่มา http://lek-prapai.org/watch.php?id=27



วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 22 ธันวาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. ณ โรงแรมริชมอนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

กรมการค้าต่างประเทศ จัดสัมมนา'เจาะตลาดการค้าการลงทุนในจีน (ตอนใต้)' 22 ธ.ค. นี้
    นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า จากการเปิดการค้าเสรีระหว่างอาเซียน – จีน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยและจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 35.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีมูลค่าประมาณ 7.9 แสนล้านบาทโดยมูลค่าการค้าผ่านแดนระหว่างกันมีมูลค่า 14,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 4,700 ล้านบาท
    เพื่อเป็นการผลักดัน และสนับสนุนการค้าและการลงทุนของไทยไปยังจีนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น กรมการค้าต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้กำหนดจัดการสัมมนาในหัวข้อ “เจาะตลาดการค้าการลงทุนในจีน (ตอนใต้)” ในวันพุธที่ 22 ธันวาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. ณ โรงแรมริชมอนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
    การจัดการสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักลงทุนไทยที่มีความสนใจที่จะไปลงทุนทำการค้าและทำธุรกิจในประเทศจีนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับลู่ทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตมณฑลของจีนตอนใต้ จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน พร้อมทั้งรับฟังประสบการณ์จากนักธุรกิจไทยที่ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศจีน
    ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการสัมมนาสามารถ Download กำหนดการสัมมนาและใบสมัครเข้าร่วมการสัมมนาได้ที่ http://www.dft.go.th และส่งใบสมัครได้ทางโทรสารหมายเลข 02 547 4728 ภายในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2553 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1385 หรือที่ 02 547 4730-32               
พาณิชย์ เดินหน้า รุกตลาดค้าชายแดนรับบาทแข็งหวังเพิ่มมูลค่าการค้า

    กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เร่งรุกตลาดค้าชายแดนไตรมาสที่ 4 ของปี 2553 รับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหวังเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนไม่น้อยกว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
    นางสาวผ่องพรรณ  เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีนี้ พบว่าแนวโน้มค่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และประเทศเพื่อนบ้านคู่ค้าที่สำคัญของไทยอย่างมาเลเซียก็ประสบปัญหาค่าเงินริงกิตแข็งค่าเช่นเดียวกัน คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนไตรมาส 4 อาจจะลดลงจากปีที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศจึงได้เตรียมรับสถานการณ์โดยวางกลยุทธ์ในการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างการค้าการลงทุน การสร้างเครือข่าย และพันธมิตรทางการค้ากับประเทศคู่ค้าและประเทศเพื่อนบ้าน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 จนถึงเดือนกันยายน 2554 ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้ในเรื่องกฎระเบียบการค้าการลงทุน โดยวิทยากรซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ รวมทั้งการนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า จีน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย เพื่อเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายการค้าการลงทุนร่วมกัน ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.dft.go.th หรือติดต่อได้โดยตรงที่ สำนักความร่วมมือการค้าและการลงทุน กรมการค้าต่างประเทศ Hot lines สายด่วน : 1385    
    รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในปี 2553 (มกราคม-กันยายน) การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีมูลค่าการค้ารวม  584,929.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 28.0 แบ่งเป็นการส่งออก ที่มีมูลค่า 366,112.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.7 (จาก 256,472.3 ล้านบาท)  การนำเข้า ที่มีมูลค่า  218,816.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 (จาก 200,527.0 ล้านบาท) ไทยได้ดุลการค้า มูลค่า 106,813.4 ล้านบาท โดยเป็นการค้าชายแดนไทยกับมาเลเซียสูงสุด มีมูลค่า 376,037.8 ล้านบาท หรือร้อยละ  64.3 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมา คือ  พม่า มูลค่า 103,397.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.9  ลาว มูลค่า 64,003.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.94  และกัมพูชา มูลค่า 41,492.3 หรือร้อยละ 7.1
    สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา มูลค่า 106,179.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.0 ของมูลค่าการส่งออก  เครื่องคอมพิวเตอร์ มูลค่า 30,716.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4  ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ มูลค่า 18,479.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.0  น้ำมันดีเซล มูลค่า 12,587.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.5
    สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ มูลค่า 61,384.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 28.1 ของมูลค่าการนำเข้า  ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ มูลค่า 18,095.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.3  สื่อบันทึก ข้อมูล ภาพ เสียง มูลค่า 16,588.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.6  เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ มูลค่า  13,686.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.3      


วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๐.๐๐ น.ณ ห้องประชุม ๑ สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง

           ด้วยสำนักพระราชวัง ร่วมกับ บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กันตนา ออร์กาไนเซอร์ แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด จะจัดการแสดง แสง เสียง และสื่อผสม "วัฒนธรรมทอง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๘๔ พรรษามหาราชา" ที่สนามหน้าศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ – ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ พร้อมทั้งร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคล ๘๐ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕
          ทั้ง นี้ สืบเนื่องจากการที่สำนักพระราชวังและภาคเอกชนทั้ง ๒ หน่วยงานดังกล่าว ได้ร่วมกันจัดการแสดง แสง เสียง และสื่อผสม "วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๗๒ พรรษา เฉลิมหล้าจอมราชัน" ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ และการแสดง "ธ สถิตในดวงใจ ไทยทั่วหล้า" ใน ๘ จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา 
          ใน การนี้ นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง จะเป็นประธานในการแถลงข่าวการจัด การแสดงแสง เสียง และสื่อผสม "วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๘๔ พรรษามหาราชา" 
          ณ ห้องประชุม ๑ สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านให้เกียรติร่วมงานแถลงข่าวตามวันและเวลาดังกล่าว โดยได้แนบกำหนดการและแผนที่มาพร้อมนี้ พร้อมทั้งขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
สำนักพระราชวัง
โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๘๑๙๙ ต่อ ๑๑๐๕ - ๑๑๑๔
 
          กำหนดการ
          งานแถลงข่าวการแสดงแสง เสียง และสื่อผสม
          "วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๘๔ พรรษามหาราชา"
          วันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
          เวลา ๑๐.๐๐ น.
          ณ ห้องประชุม ๑ สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง 
 
          ๑๐.๐๐ น. - ลงทะเบียน / อาหารว่าง

          ๑๐.๓๐ น. - พิธีกรกล่าวต้อนรับ
          - วิดีทัศน์แนะนำการแสดง
          - การแถลงข่าว การแสดงแสง เสียง และสื่อผสม
          "วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๘๔ พรรษามหาราชา" โดย
          · นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง 
          ประธานการจัดงาน
          · นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง 
          รองประธานการจัดงาน
          · นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ 
          ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน)
          ผู้อำนวยการด้านการผลิต
          · นายจาฤก กัลย์จาฤก 
          ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา ออร์กาไนเซอร์ แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด
          ผู้อำนวยการด้านบริหารโครงการ
          - ตัวอย่างการแสดง ในเพลงพระราชนิพนธ์ "เทวาพาคู่ฝัน"
          - แนะนำนักแสดงนำ : รินลณี ศรีเพ็ญ
          - ถ่ายภาพ / ตอบข้อซักถาม
          ๑๑.๑๕ น. - สิ้นสุดการแถลงข่าว
 
รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์การแสดงฯ