วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ศีลธรรมเสรีชน ภายใต้ศีลธรรมประจบ (?) Wed, 2011-09-14 22:08


 

ศีลธรรมเสรีชน ภายใต้ศีลธรรมประจบ (?)

ผมได้รับสำเนาหนังสือจากสถาบันพระปกเกล้าเชิญนิสิตนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี โท เอก) นักวิชาการ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาให้ส่งบทความทางวิชาการเข้าประกวดชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 70,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา หัวข้อที่กำหนดมาคือ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล"

และเมื่อวานมีผู้ที่อ้างว่าเป็นลูกศิษย์พระระดับ "พระราชาคณะ" โทรมาชวนเขียนบทความเรื่องดังกล่าว ทำนองว่าท่านเจ้าคุณไม่ว่าง เลยโยนเรื่องดังกล่าวมาให้ แล้วเขาก็นึกถึงผม อยากให้ผมช่วยเขียน (เห็นเราเป็นมือปืนรับจ้างหรือไง) ผมตอบไปทีเล่นทีจริงว่า "ถ้าจะให้มีธรรมาภิบาลโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงื่อนไขอย่างต่ำที่สุดต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 ก่อนนะ เขียนแบบนี้ได้ไหม" เขาตอบว่า "โอ๊ย ไม่ได้ๆ ต้องยอพระเกียรติเท่านั้น"
 
ประเด็นของผมคือ ศีลธรรมที่อิงอยู่กับอุดมการณ์ความจงรักภักดี กับศีลธรรมแบบธรรมาภิบาลในโลกยุคใหม่เป็นศีลธรรมคนละระบบกัน และขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง (แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่จัดประกวดคงต้องการให้เขียนออกมาในแนวสนับสนุนกัน?) เพราะระบบศีลธรรมที่อิงอุดมการณ์ความจงรักภักดีเป็น "ศีลธรรมประจบ" (ยืมคำของอาจารย์สมภาร พรมทา) ส่วนศีลธรรมแบบธรรมาภิบาลคือ "ศีลธรรมเสรีชน"
 
ศีลธรรมประจบ คือศีลธรรมที่อยู่บนพื้นฐานความศรัทธาอย่างปราศจากข้อสงสัยในอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง อำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจจะเป็นเทพเจ้า พระเจ้า หรืออภิมนุษย์ก็ได้ แต่ "ลักษณะร่วม" คือ ผู้ทรงอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ มีสถานะดัง "พระบิดา" อาจเป็นพระบิดาของโลก ของมนุษย์ในฐานะผู้สร้างโลกสร้างมนุษย์ หรือพระบิดาของประเทศก็ได้
 
พระบิดานั้นมีสถานะเป็น "ศูนย์กลางทางศีลธรรม" ในความหมายว่าเป็นที่มาของความดีงามทั้งปวง เป็นผู้สอน เป็นแบบอย่าง เป็นสื่อกลาง หรือเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่างๆ เช่น พระเจ้าคือความดีสูงสุด และเป็นที่มาของความดีทั้งปวง เราทำความดีเพื่อเข้าถึงพระเจ้า เพราะเรารักพระเจ้า เราจึงรักเพื่อนมนุษย์ รับใช้พระเจ้าคือรับใช้เพื่อนมนุษย์ คือพระเจ้าเป็นทั้งสื่อกลาง แรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำความดีทั้งปวง
 
ผมไม่ได้บอกว่าความเชื่อดังกล่าวงมงาย หรือไม่ใช่รากฐานทางศีลธรรมที่ดี แต่ความเชื่อเรื่องพระเจ้ามีพัฒนาการที่ซับซ้อน ในสมัยพุทธกาลนั้น การทำความดีเพื่อพระเจ้ามักแสดงออกในรูปแบบของการประจบเอาใจพระเจ้า เพื่อต้องการให้พระเจ้าโปรดปรานประทานพร เช่น พิธีสวดอ้อนวอน บวงสรวง บูชายัญญ์ ล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่พุทธศาสนาปฏิเสธ
 
เพราะพุทธศาสนาเห็นว่าศีลธรรมแบบประจบพระเจ้า หรือหวังพึ่งพาการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลว่าจะแก้ทุกข์ในชีวิตและสังคมได้อย่างไร บางเรื่องกลับไปสร้างทุกข์ซ้ำเติมอีก เช่น พิธีฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ (ทาส) บูชายัญญ์ เป็นต้น ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเสนอ "ศีลธรรมเสรีชน" หมายถึงการทำความดีบนพื้นฐานการใช้เสรีภาพในการเลือกและรับผิดชอบตนเองบนฐานคิด "มนุษย์เป็นที่พึงของตนเองได้" ไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล
 
ในยุโรปหลังยุคกลาง นิทเช่ ก็เคยประกาศว่า "พระเจ้าตายแล้ว" เขาเห็นว่าศีลธรรมแบบประจบพระเจ้าเป็น "ศีลธรรมแบบทาส" มนุษย์ควรมี "ศีลธรรมแบบนาย" คือศีลธรรมที่มาจากการใช้เหตุผลตัดสินดีชั่วถูกผิดด้วยตัวเราเอง เราทุกคนคือนายของตัวเอง ความคิดทำนองนี้ คือที่มาของศีลธรรมแบบมนุษยนิยม หรือศีลธรรมเสรีชนอันเป็นที่มาของความคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตยในระยะต่อมา
 
ศีลธรรมแบบพุทธศาสนาก็คือศีลธรรมเสรีชน หรือศีลธรรมแบบมนุษยนิยมนั่นเอง และระบบธรรมาภิบาลก็อยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมเสรีชน แต่ศีลธรรมที่อิงอุดมการณ์ความจงรักภักดี เป็นศีลธรรมประจบที่เชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้
 
ดูเหมือนคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เคยพูดทำนองว่า "ทศพิธราชธรรมคือธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล" ผมคิดว่า ถ้าพูดถึงทศพิธราชธรรมอย่างตรงไปตรงมาตามระบบศีลธรรมแบบเสรีชนของพุทธศาสนา ก็พออธิบายว่าเป็นธรรมมาภิบาลได้ เพราะตามหลักทศพิธราชธรรมจริงๆ ไม่มีข้อใดที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่านั้นสาระสำคัญของทศพิธราชธรรมยังมีนัยให้ต้องตรวจสอบมากกว่า เพราะเราจะรู้ว่า พระมหากษัตริย์มีทศพิธราชธรรมสมบูรณ์ทั้ง 10 ประการได้ ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเท่านั้น
 
แต่หากนำทศพิธราชธรรมไปสนับสนุนอุดมการณ์ความจงรักภักดีที่ถือว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ก็เท่ากับไม่ซื่อสัตย์ต่อหลักทศพิธราชธรรมแบบพุทธ เพราะเป็นการนำเอาศีลธรรมของพุทธที่เป็นศีลธรรมเสรีชนไปรับใช้ระบบศีลธรรมแบบประจบ ทศพิธราชธรรมที่ถูกนำไปใช้เช่นนั้นจึงไม่เป็นธรรมาภิบาล (หรือเป็นไม่ได้)
 
ระยะหลังมานี้สังคมเราโปรโมทในหลวงให้เป็น "ศูนย์กลางทางศีลธรรม" ของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์เป็นทั้งศูนย์รวมความศรัทธาในความดีงามทั้งปวง เป็นผู้สอน เป็นแบบอย่าง เป็นสื่อกลาง เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่างๆ เพื่อ "พ่อ" เช่น ร้องเพลงเพื่อพ่อ เก็บขยะเพื่อพ่อ เลิกยาเสพติดเพื่อพ่อ ปลูกป่าเพื่อพ่อ ฯลฯ (ว่ากันว่ามีอาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ สอนนักศึกษาปีสี่ให้ "อ่านหนังสือเตรียมสอบเพื่อพ่อ" ด้วย)
 
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ดี (ในความเชื่อของเขา) นะครับ แต่น่าสังเกตว่าทำไมประเทศนี้จึงไม่มีการรณรงค์ทำความดีในความหมายของการสร้าง "ความเป็นธรรมทางสังคม" เพื่อพ่อบ้าง เช่น เรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตยเพื่อพ่อ ฯลฯ หรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความดี? แน่นอนครับ มันไม่ใช่ความดีในความหมายของศีลธรรมแบบประจบ แต่เป็นความดีในความหมายของศีลธรรมแบบเสรีชน
 
ฉะนั้น ผมจึงรู้สึกทึ่งมากกับการจัดประกวดบทความทำนองนี้ เช่น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล" ที่ทึ่งผมหมายความว่า มันเป็นเรื่องน่าอ้ศจรรย์กับความช่างคิดที่จะรวม (ยำ) ศีลธรรมแบบประจบกับศีลธรรมแบบเสรีชนให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้
 
เพราะถ้าเรายืนยัน "ธรรมาภิบาล" ตามหลักสากลที่เน้นการมีส่วนร่วม ความโปร่งใสตรวจสอบได้เป็นต้นแล้วละก็ ธรรมาภิบาลโดยสัมพันธ์กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 และกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 (เป็นอย่างน้อย) แล้วเท่านั้น

สมัชชาสิ่งแวดล้อมฯ ยื่นหนังสือนายกฯ ยืนยันร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระสิ่งแวดล้อม เมื่อ 14 ก.ย. 2554

 

สมัชชาสิ่งแวดล้อมฯ ยื่นหนังสือนายกฯ ยืนยันร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระสิ่งแวดล้อม

เมื่อ 14 ก.ย. 2554
ไฟล์แนบ ขนาดไฟล์
หนังสือยืนยันการพิจารณา ร่างพรบ.(14 ก.ย. 54).pdf 359.3 KB

 

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.54 สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ยื่นหนังสือต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้ยืนยันการพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา กรณี "ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ พ.ศ. ..." 
 
ตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง กำหนดให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจะต้องผ่านการให้ความเห็นขององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หน่วยงานนี้จึงเป็นความหวังของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมและอนาคตของสิ่งแวดล้อมไทย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวให้ชัดเจน
 
ทั้งนี้ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเคยเป็นเจ้าภาพรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฉบับภาคประชาชน (ดูรายละเอียดที่นี่) แต่ขณะที่ยังรวบรวมได้ไม่ครบหนึ่งหมื่นรายชื่อ รัฐบาลชุดที่แล้วก็เสนอร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาเสียก่อน 
 
อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายของรัฐบาลก็ยังไม่ถูกรัฐสภาหยิบขึ้นมาพิจารณา จนกระทั่งมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงยังค้างอยู่ในสภา และองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนรอคอยก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 153 วรรคสอง กำหนดว่า หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลใหม่ต้องร้องขอต่อรัฐสภาภายในหกสิบวัน นับแต่วันประชุมสภาครั้งแรก เพื่อให้นำกฎหมายที่ค้างพิจารณาจากสภาที่แล้วมาพิจารณาต่อ หากรัฐบาลไม่ร้องขอให้นำกฎหมายฉบับใดขึ้นมาพิจารณาต่อ กฎหมายฉบับนั้นก็จะเป็นอันตกไป ดังนั้น สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีความสำคัญสมควรให้มีการพิจารณา และขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลยืนยันการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อรัฐสภาตามขั้นตอนต่อไป
 
โดย สาระสำคัญในหนังสือที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ยังได้อ้างถึง คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันอังคารที่ 23สิงหาคม 2554 ข้อที่ 5 นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยระบุเอาไว้ในข้อ 5.3 ว่า จะผลักดันกฎหมายว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

เปิดตัวเว็บข่าวไทยพับลิก้าเจาะลึกความโปร่งใสภาครัฐ-เอกชน Thu, 2011-09-15 02:21

 

เปิดตัวเว็บข่าวไทยพับลิก้าเจาะลึกความโปร่งใสภาครัฐ-เอกชน

วันนี้ (14 ก.ย.54) เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ห้องประชุม 1011 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า และอดีตบรรณาธิการบริหาร นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เล่าถึงที่มาของเว็บซึ่งจะเน้นการทำข่าวเชิงลึกที่ขาดไปในสื่อกระแสหลักปัจจุบันว่า ได้แรงบันดาลใจจากเว็บ propublica.org เว็บข่าวเจาะในอเมริกา ซึ่งสฤณี อาชวานันทกุล คอลัมนิสต์ของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจมาขายไอเดีย โดยไทยพับลิก้า มีธีมหลักในการนำเสนอ 3 ธีม ได้แก่ ความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชนและความยั่งยืน

หน้าเว็บไซต์เนื้อหาหลักเบื้องต้นจะมี 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1.ข่าว ทั้งที่เป็นข่าวเจาะ และข่าวทั่วไป 2.คอลัมน์ 3.ฐานข้อมูลและอินโฟกราฟฟิค ซึ่งใช้ลักษณะพิเศษของเว็บไซต์ช่วยในการสื่อสารให้คนเข้าใจข้อมูลอย่างรวดเร็ว 4.Who's Who ดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูล ไฮไลท์ให้เห็นตัวละครที่น่าสนใจในเมืองไทย 5.บล็อกของนักข่าว เป็นพื้นที่ให้บรรณาธิการและนักข่าวได้พูดคุยกับผู้อ่าน และท้ายข่าวทุกข่าว ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นหรือพูดคุยได้

สำหรับแหล่งรายได้นั้น เบื้องต้นได้เงินทุนให้เปล่าจากผู้สนับสนุน หลังจากนั้น คาดว่าจะมีรายได้จากการขายข้อมูลให้สื่อหลัก รับสปอนเซอร์ โฆษณา และรับเงินบริจาค

จากนั้น เป็นการเสวนาในหัวข้อ "สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย" บรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ตั้งข้อสังเกตถึงการที่สื่อไทยถูกวิจารณ์ว่าไม่เจาะลึกปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำและการที่ประเทศไม่พัฒนาว่า เกิดจากการที่สื่อหลัก อยู่ได้ด้วยทรัพยากรและการลงโฆษณาของหน่วยงานรัฐ ทำให้การกลับไปวิจารณ์ผู้ให้การสนับสนุนเป็นเรื่องลำบาก นอกจากนี้ ในด้านคุณภาพและต้นทุนของสื่อ มองว่า เนื่องจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยให้สัมภาษณ์ทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส ทำให้สื่อต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการติดตามทำข่าว โดยเวลาที่ใช้มากที่สุดคือการรอ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน้อย ขณะที่ต้นทุนสูง ส่งผลถึงการจ่ายเงินที่ได้น้อยตาม และเมื่อจ่ายน้อย ก็ยากจะพัฒนาคุณภาพ

บรรยง มองว่า การที่สื่อจะอยู่รอดนั้น นอกจากการที่ภาคธุรกิจที่ลงโฆษณาต้องไม่แทรกแซงกองบรรณาธิการแล้ว สื่อเองก็ต้องลดต้นทุนลงด้วย โดยชี้ว่า ขณะที่สำนักข่าวในไทยบางแห่ง มีนักข่าวตามนายกฯ 6 คน สำนักข่าววอชิงตันโพสต์มีนักข่าวทำข่าวประธานาธิบดีคิดเป็น 1/5 คน เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพูดสัปดาห์ละครั้ง และบอกล่วงหน้าทุกครั้ง ซึ่งหากสื่อไทยลดตรงนี้ได้ ก็จะมีเวลาทำข่าวเชิงคุณภาพ

ทั้งนี้ บรรยง กล่าวด้วยว่า สื่อมีส่วนอย่างมากในการต้านคอร์รัปชั่น เนื่องจากสื่อมีอิทธิพลสูงมากในการชี้นำความคิดของสังคม เขามองว่า สื่อเท่านั้นที่จะเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนต่อการคอร์รัปชั่นได้ นอกจากนี้ สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก ติดตามรายงานข่าว สอดส่องไม่ให้ทรัพยากรสาธารณะถูกปล้นชิงไปด้วย

ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า กล่าวว่า ขณะที่สื่อมีปัญหาด้านคุณภาพ และเราก็เข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ที่อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ เป็นสังคมของคนทุกคน หรือที่หลายคนบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจสื่อไทย ตั้งคำถามว่าสื่อไทยได้ปรับตัว หรือใช้ประโยชน์กับมันมากแค่ไหน ทั้งนี้ ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็ว ซึ่งทักษะของนักข่าวในการแยกแยะ ประติดประต่อ ประมวลวิเคราะห์ข้อมูลมานำเสนอเป็นที่ต้องการ แต่กลับยังไม่เห็นการทำหน้าที่นี้เท่าที่ควร

http://www.prachatai3.info/journal/2011/09/36927

สัมภาษณ์สื่อน้องใหม่ ThaiPublica.org : "ไทยพับลิก้า กล้าพูดความจริง"

DSC_5136.JPG

 

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

อยากจะให้คุณสฤณีเริ่มก่อนว่าไทยพับลิก้าคืออะไร และเริ่มต้นแนวคิดมาอย่างไร

สฤณี: ไทยพับลิก้าเป็นสำนักข่าวสืบสวนสอบสวนซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์  จริงๆแรงบันดาลใจมีมานานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่เข้าเว็บ propublica.org ของอเมริกา เป็นเว็บที่ทำเฉพาะข่าวสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ขณะเดียวกันสังเกตุเห็นว่าข่าวหนังสือพิมพ์ไทยมีข่าวเชิงลึกหรือแนวนี้น้อยลงเรื่อยๆ  เรื่องที่อยากอ่านบางครั้งก็หาอ่านไม่ได้ ต้องไปคุย ต้องใช้ความพยายามมากที่จะรู้ข้อมูลเชิงลึกต่างๆ

เรียกว่าบ่นให้พี่ๆ นักข่าวฟังมาพอสมควร รู้สึกว่า propublica เป็น โมเดลที่น่าจะมีในเมืองไทย เพราะว่ามีความเป็นมืออาชีพสูงมาก คนที่ก่อตั้งเป็นนักข่าวอาชีพ

คนที่ก่อตั้งมาจากไหนกันบ้าง

คุณสฤณี มาจากนิวยอร์คไทม์ส์  วอลลสตรีทเจอนัล เป็นหนังสือพิมพ์หลักของอเมริกา คนหนึ่งมีตำแหน่งอดีตบรรณาธิการบริหาร เป็นผู้อาวุโสพอสมควร เน้นเฉพาะข่าวสืบสวนสอบสวนอย่างเดียว ทำในประเด็นที่ตามติดสถานการณ์ต่อเนื่อง  เรื่องที่ประทับใจมากมี เรื่อง คือ

เรื่องแรกการเจาะข่าววิกฤติการเงินในอเมริกา เรารู้ว่ามีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  มีธนาคารล้ม  แต่ไม่รู้จักตัวละครที่อยู่เบื้องหลัง  ไม่ว่าจะเป็นนักการเงิน คนที่ทำงานในบริษัทจัดอันดับเครดิตดิตเรตติ้ง เราไม่รู้ว่าซีดีโอที่มีปัญหานั้นวาณิชธนกิจแต่ละเจ้าเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน  แต่ propublica ทำข่าวนี้ต่อเนื่องมาก และมีการประมวลข้อมูลทำมาออกมาเป็นอินโฟกราฟฟิคเข้าใจง่าย อย่างเช่นชาร์ตว่าซีดีโอมีกี่ดีลที่บริษัทวาณิชธนกิจไปซื้อกลับมา เป็นข้อมูลเชิงลึกที่คนอ่านไม่สามารถหาเองได้ เขาทำเป็นซีรีส์ยาว ใช้ชื่อ "วอลสตรีท มันนี่ แมชีน" (http://www.propublica.org/series/the-wall-street-money-machine) ให้เห็นลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนในภาคการเงิน

อีกข่าวที่สนุกมากคือข่าวนิวออร์ลีนส์  ที่เกิดพายุ มีคนทำข่าวเรื่องน้ำท่วม ปัญหาการช่วยเหลือที่ไปไม่ถึง  แต่propublica ไปตามสถานการณ์ต่อจากนั้น ว่าหลังที่ไม่เป็นข่าวในสื่อหลักแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีคนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างไร  เป็นปัญหาของรัฐบาลกลางแค่ไหน (http://www.propublica.org/nola) ข่าวในซีรี่ส์นี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เว็บไซต์ข่าวที่ไม่มีหนังสือพิมพ์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ก็เปลี่ยนความคิดของคนพอสมควรว่าเว็บไซต์ทำอะไรได้บ้าง 


นี่คือ propublica พอมาเป็น thaipublica  เริ่มอย่างไร

คุณสฤณี เริ่มจากการบ่นและชักชวน และได้รู้จักคุณบุญลาภ ภูสุวรรณ อดีตบรรณาธิการบริหาร น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ  รู้จักกันมาสักพักใหญ่เพราะเขียนคอลัมน์ให้ประชาชาติธุรกิจ  ก็บ่นเรื่องวงการสื่อ พอบ่นถึงจุดหนึ่ง  ก็ชวนกันว่ามีโมเดลการทำข่าวแบบนี้ เป็นไปได้ที่จะทำข่าวเจาะที่อยู่บนเว็บไซต์อย่างเดียวและได้รับการยอมรับ หากมีทีมนักข่าวที่มีประสบการณ์  ก็ไม่น่ายาก  และคุณบุญลาภก็มองเห็นข้อจำกัดว่าข่าวเจาะไม่ใช่ขาขึ้นของสื่อในเมืองไทย ก็สนใจที่จะมาช่วยคิดว่าจะทำให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ถามคุณบุญลาภว่าอะไรที่สื่อไทยมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถทำข่าวเจาะ ได้ดีอีกต่อไปในฐานะที่อยู่ในวงการมานาน

คุณบุญลาภ : ด้วยสภาวะของความอยู่รอดของธุรกิจ นั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้การนำเสนอข่าวเปลี่ยนไป ปัจจุบันแทบจะไม่มีข่าวเจาะอย่างที่คุยกัน  และสื่อมวลชนเองก็เซ็นเซอร์ตัวเองระดับหนึ่งที่จะไม่นำเสนอข่าวเจาะที่จะไปแตะกลุ่มทุนที่สนับสนุนอยู่ หรือถ้าทำข่าวเจาะก็น้อยมาก


ที่ผ่านมาสื่อถูกรัฐแทรกแซงด้วยอำนาจรัฐ และต่อมาด้วยอำนาจทุนเข้ามาแทรกเสริมทำให้การทำข่าวเจาะที่กระทบกระเทือนกลุ่มทุนทำลำบากขึ้นไหม

คุณสฤณี : ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อต้องอยู่ได้ด้วยโมเดลธุรกิจ พอสื่ออินเตอร์เน็ตที่เป็นสื่อใหม่ที่มาแย่งผู้อ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ ค่อนข้างมาก และเป็นเรื่องหนังสือพิมพ์เองที่ไม่กล้าทำข่าวบางเรื่อง เพราะกระทบกับสปอนเซอร์ คนจึงไปหาสื่อทางเลือกแทน พอคนอ่านน้อยลง ยอดขายตก ต้องพึ่งพาโฆษณา ทำให้กลุ่มทุนมีอิทธิพลมากขึ้น และตามหลักการการโฆษณาตรงๆ ก็ไม่สามารถทำได้ แทนที่จะขายตรงอย่างเดียวก็เพิ่มโฆษณาแฝงอย่างเช่นจัดอีเวนท์แทน บทบาทสื่อจึงแย่ลงไปอีกชั้น ทำให้การแยกบทบาทสื่อในการทำอีเวนท์ ทำพีอาร์ กับการทำงานนักข่าวยากขึ้น


วงการสื่อมวลชนทำงานลำบากอย่างไรในการทำงานช่วงหลังไม่ว่าจะ อยู่ค่ายสื่อไหน

คุณบุญลาภ : การนำเสนอข่าวมีข้อจำกัดตามกลุ่มทุนที่สนับสนุนไม่ว่าจะเป็นจากในส่วนของภาครัฐที่เป็นหน่วยงานต่างๆหรือบริษัทเอกชน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับประชาสัมพันธ์ จะมีเส้นแบ่งที่น้อยลงเรื่อยๆ เป็นเส้นแบ่งที่บางมากๆ การนำเสนอข่าวเจาะก็ทำยากลำบากขึ้น

 

คำถามว่าเว็บไซต์ข่าวไทยพับลิก้าจะอยู่รอดอย่างไร จะอยู่ได้นานแค่ไหน

คุณสฤณี แหล่งรายได้เบื้องต้นเรามีทุนตั้งต้นจากผู้ที่สนับสนุนเจตนารมณ์ เป็นเงินบริจาคโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนอื่นต้องอธิบายธีมหลักของเว็บไซต์เพราะจะเชื่อมโยงกับการกับหารายได้  เว็บข่าวมีธีมหลัก มี 3 ธีม คือธีมแรกเรื่องความโปร่งใสภาครัฐ เป็นเรื่องทางการเมือง เรื่องนโยบาย ในแง่ข่าวเจาะจะพยายามสืบค้น เจาะลึกเบื้องหน้าเบื้องหลังปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ

ธีมที่สองเป็นเรื่องความโปร่งใสภาคเอกชน อาทิ  ปัญหาความโปร่งใสของบางองค์กร  ปัญหาการใช้อำนาจผูกขาด ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาด ทำไมกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ทำงาน

ธีมที่สามเป็นเรื่องความยั่งยืน  ตอนนี้เป็นกระแสชัดเจนทั้งในเรื่องซีเอสอาร์ แต่การทำงานของสื่อถูกกำหนดวาระด้วยการประชาสัมพันธ์ จะนำเสนอประเด็นนี้อย่างไรให้รอบด้านและเป็นอิสระ เวลาอ่านประเด็นความยั่งยืนจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกับเนื้อหาประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ

พอมีธีมมี  3  ธีมที่กล่าวมา 2 ธีมแรกคือความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชน ดังนั้นแหล่งทุนที่เราจะมองหาส่วนหนึ่งจึงเป็นองค์กรที่ ส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่งเสริมความโปร่งใส ส่งเสริมธรรมาภิบาล โดยอาจจะเป็นการทำข้อมูล/ ข่าวให้องค์กรเหล่านั้นไปใช้ในเว็บไซต์

นอกจากนี้เราก็มีแผนที่จะหารายได้จากสมาชิก ซึ่งโมเดลที่ทำในต่างประเทศก็อย่างเช่น ถ้าคนอ่านข่าว 30 ชิ้นต่อเดือน อ่านฟรี ถ้าอยากอ่านมากกว่านี้ต้องสมัครสมาชิก


คนทั่วไปหากสนใจเว็บไซต์นี้จะทำอย่างไร รับบริจาคได้ไหม

คุณสฤณี รับเงินบริจาคด้วย นอกจากนี้ยังจะรับสปอนเซอร์และโฆษณาบนเว็บไซต์ โดยแน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องให้กองบรรณาธิการสามารถทำงานอย่างเป็นอิสระได้

เท่าที่ระดมทุนมาจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าเงินหมดจะทำอย่างไร 

คุณสฤณี : เงินหมดก็ต้องหา เงินทุนตั้งต้นเท่าที่มีอยู่จะได้ประมาณ ปีถึง ปีครึ่ง


หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันใหม่ หรือการหาทุนไปเรื่อยๆ

คุณสฤณี : ระหว่างนี้ก็หาทุนตามแนวทางที่กล่าวไปแล้ว และอีกทางหนึ่งการผลิตข่าวขายให้สื่อกระแสหลัก หลายประเด็นที่สื่อกระแสหลักไม่ทำเองด้วยหลายๆเหตุผล จะด้วยต้นทุน หรือทางธุรกิจ แต่ว่าหลายประเด็นสื่อกระแสหลักมองเห็นว่ามันเป็นข่าว อย่าง propublica ทำเขาเล็งเห็นว่าข่าวชิ้นนี้ใครจะสนใจเอาไปลง อาจจะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาก็จะขายข่าวให้ และลงชื่อให้ว่ามาจากไหน จากนั้นก็ตกลงกันเรื่องระยะเวลา ค่อยเอามาขึ้นเว็บไชต์ตัวเอง การเจรจาคงเป็นชิ้นต่อชิ้น และทำในลักษณะเอ็กซ์คลูซีฟ  ซึ่งตรงนี้ต้องคิดเป็นโมเดลธุรกิจ


ข่าวที่จะเห็นเป็นอย่างไร ความถี่จะมากน้อยแค่ไหน ธรรมชาติของไทยพับลิก้าคืออะไร และหน้าตาเว็บไซต์จะเป็นอย่างไร

คุณสฤณี : ธรรมชาติน่าจะคล้ายกับรายสัปดาห์มากกว่า แต่จะมีข่าวขึ้นทุกวัน เฉลี่ยวันละ 2-3 ชิ้น เวลาพูดถึงข่าวเจาะจะมีหลายชิ้นในซีรี่ส์เดียว  แต่ละชิ้นจะมีความยาวไม่มาก และเราอยากให้นักข่าวมีเวลาไปทำข่าวเจาะมากขึ้น

หน้าเว็บไซต์เนื้อหาหลักเบื้องต้นจะมี ส่วน คือ ส่วนที่ 1. ข่าว ทั้งที่เป็นข่าวเจาะ และข่าวทั่วไป  2. คอลัมน์  3. ฐานข้อมูลและอินโฟกราฟฟิค โดยใช้ประโยชน์จากความเป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนสิ่งพิมพ์ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด บนเว็บไซต์มีโปรแกรมที่ช่วยในการสื่อสารให้คนเข้าใจอย่างรวดเร็วได้ เราจะพยายามใช้ลูกเล่นต่างๆ ที่จะสร้างความแตกต่างจากหนังสือพิมพ์ ส่วนที่ 4.  Who's Who ดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูล ไฮไลท์ให้เห็นตัวละครที่น่าสนใจในเมืองไทย  5. บล็อกของนักข่าว เป็นพื้นที่ให้บรรณาธิการและนักข่าวได้พูดคุยกับผู้อ่าน และท้ายข่าวทุกข่าวผู้อ่านก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือคุยกับเราได้อยู่แล้ว


 




สำนักข่าวไทยพับลิก้าจะเปิดตัว และเสวนาในหัวข้อ "สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย" 
ในวันพุธที่ 
14 กันยายน 2554 ณ ห้องประชุม 1101 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

13.00 น.                 ลงทะเบียน
13.40 - 14.00 น.   เปิดตัวสำนักข่าวไทยพับลิก้า ThaiPublica.org
14.00 - 16.00 น.   เสวนา "สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย" โดย       
                        คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม
                                คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และ
                                กรรมการธนาคารไทยพาณิชย์
 จำกัด (มหาชน)
                        คุณบรรยง  พงษ์พานิช
                                คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และ
                                ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)

                        ดร.บัณฑิต  นิจถาวร
                                กรรมการผู้อำนวยการสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
                        คุณประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์
                                ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันอิศรา
                        คุณสฤณี  อาชวานันทกุล
                                นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า

                                ดำเนินรายการโดย  คุณภิญโญ  ไตรสุริยธรรมา

 

*ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThaiPublica

http://onopen.com/coffee-open/11-09-10/5838

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

iLaw: นักสิทธิคนไข้ย้ำ ร่างคุ้มครองผู้เสียหายฯ ช่วยลดคดีฟ้องหมอ Sat, 2010-08-28 02:43

 

iLaw: นักสิทธิคนไข้ย้ำ ร่างคุ้มครองผู้เสียหายฯ ช่วยลดคดีฟ้องหมอ

ผู้ประสานงานองค์กรผู้บริโภคฯ ยัน ควรมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ระบุระบบสาธารณสุขไทยมีหลายมาตรฐาน เลขาธิการ สปสช.เผยสถิติ หลังช่วยเหลือเบื้องต้นผู้เสียหาย การฟ้องหมอลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.53 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จัดเสวนาเรื่อง สภาปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข กรณี ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ที่โรงแรม ที เค พาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อทำความเข้าใจและหาฉันทามติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยมีหลายกลุ่มเข้าร่วม อาทิ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภูมิภาคต่างๆ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ เครือข่ายมะเร็ง ชมรมเพื่อนโรคไต เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เครือข่ายจิตเวช เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

 

ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ: สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยยกตัวอย่างสังคมอเมริกันว่า ในกฎหมายของสหรัฐอเมริการะบุไว้ถึงสิทธิของคนไข้ที่จะได้รับคำอธิบายจากแพทย์ผู้รักษา ถ้าคนไข้ยินยอมตามที่แพทย์บอกก็รักษาได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษาว่าจะอธิบายได้ขนาดไหน ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการฟ้องร้อง ตัวอย่างเช่น เคยมีแพทย์ไทยโดนฟ้องที่สหรัฐอเมริกา และถูกศาลตัดสินให้ใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากตัดมดลูกโดยไม่ได้บอก

ทั้งนี้ ระบบกฎหมายเรื่องการละเมิดของสหรัฐอเมริกาจะคิดค่าเสียหายในเชิงลงโทษ ทนายความในสหรัฐอเมริกามักจะมีความสามารถทางด้านศัพท์ทางแพทย์ ใครจ้างฟ้องหมด ในบางครั้งทนายความยังหากินกับผู้ป่วยโดยตกลงกันว่า หากแพ้คดีจะว่าความให้ฟรี แต่ถ้าชนะคดีให้แบ่งเงินค่าเสียหายที่ได้รับครึ่งหนึ่ง ด้านหมอนั้นก็จะมีระบบประกันภัยที่รับผิดแทนแพทย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรับผิดไม่เกินร้อยละ 50 ของความเสียหาย ส่วนที่เหลือ แพทย์ต้องจ่ายเอง

บางประเทศ เช่น ในแถบสแกนดิเนเวีย ไม่ต้องการให้เกิดการฟ้องร้อง จึงมีระบบประกันความรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ระบบนี้จะมีกองทุน ถ้าผู้เสียหายได้รับความเสียหายก็นำเงินจากกองทุนนี้ใช้ไป เงินในกองทุนนี้จะเก็บสะสมจากผู้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีข้อยกเว้น

ศ.นพ.วิฑูรย์ ชี้ว่า ประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีแนวคิดนี้ โดยระบุในมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ให้กันเงินเพื่อชดเชยความบกพร่องจากการใช้บริการ และประสบการณ์ของการใช้มาตรานี้เห็นได้ชัดว่า ใช้ได้ผล สามารถคุ้มครองผู้เสียหาย และเมื่อเยียวยาความเสียหายแล้วก็ทำให้ไม่ค่อยมีการฟ้องร้องต่อศาล

"มาตรา 41 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด"

จากสถิติการใช้มาตรา 41 เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่มีการฟ้องศาล เพราะเมื่อมีกฎหมายนี้ออกมาจะคุ้มครองผู้เสียหาย โดยมีกองทุนที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายได้

ศ.นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยคือ วงการสาธารณสุขมีความเป็นธุรกิจสูง เรื่องยาก็เป็นธุรกิจ โรงพยาบาลก็เป็นธุรกิจ

"คนจนไม่มีที่พึ่งถ้ายาแพง ถ้าไม่มีบัตรทองคนจนก็เดือดร้อน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายฯ นี้จะเป็นตัวลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้คนจน" ศ.นพ.วิฑูรย์ กล่าว

ทางด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในการอภิปรายเรื่อง ประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองเสียหายฯ โดยกล่าวถึงผลจากการใช้มาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่า แม้เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น แต่สามารถลดการฟ้องร้องได้ สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดคือ กรณีขอนแก่นโมเดล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค. 53 ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น มีผู้เข้ารับการรักษาผ่าตัดต้อกระจอ แต่เกิดติดเชื้อจนเป็นเหตุให้ตาบอด โดยทันทีที่เกิดปัญหา คณะแพทย์ได้ออกมาขอโทษและรับผิด พยายามอธิบายและเอาใจใส่ดูแลอาการของผู้ป่วย กรณีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ปัญหาทางการแพทย์ไม่ว่าเรื่องใด จะเป็นกรณีที่แพทย์เป็นผู้ทำผิดพลาดหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเหตุเกิดที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลก็จะต้องรับผิดชอบ

นพ.วินัยกล่าวถึงสถิติของผู้เสียหายที่ใช้มาตรา 41 ว่า เมื่อมีการคุ้มครองผู้เสียหายแล้ว การฟ้องร้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ตั้งแต่ช่วงปี 2547 – 2553 มีความเสียหายที่เข้าข่ายมาตรา 41 จำนวน 2,719 ครั้ง แต่ฟ้องเพียงแค่ 26 ครั้ง

ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กฎหมายเอื้อต่อการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟ้องเพราะไม่ค่อยมีใครอยากเป็นความ ขึ้นโรงขึ้นศาล เว้นแต่กรณีจำเป็นหรือเหลืออดจริงๆ กรณีขอนแก่นโมเดล เห็นได้ชัดว่าเป็นการลดอุณหภูมิครุกรุ่น เพราะมีการเอาใจใส่ดูแลต่อผู้ป่วย มีการยอมรับผิดและรับต่อความเป็นจริง ผิดกับกรณีที่หากสถานพยาบาลไม่ยอมรับผิดหรือรับฟัง เช่นนี้ย่อมเป็นการผลักดันให้ผู้เสียหายไปฟ้องศาล

ดร.นนทวัชร์ เห็นว่า ถ้าสร้างกระบวนการพูดคุยและเยียวยาอย่างทันท่วงทีแล้ว ตามปกติวัฒนธรรมของไทยมักไม่ฟ้องร้อง ขอเพียงคุยและฟังเราพูด จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นตัวสร้างสัมพันธภาพที่ดี ทำให้เกิดกระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นรวดเร็วและเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครถูกหรือผิด และความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เข้าเกณฑ์รักษา แต่จะมีระบบกลั่นกรองอีกทีว่าความเสียหายอย่างไรเข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมด และทำให้กระบวนคลี่คลายก่อนไปถึงศาล

บุญยืน ศิริธรรม ผู้ประสานงานองค์กรผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวว่า สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์กลัวคือการฟ้องศาล แต่แม้ไม่มีร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็ฟ้องศาลได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารทำให้มีแนวโน้มของการฟ้องร้องมากขึ้น

บุญยืนอธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นการขยายผลของมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการเยียวยาทั้งทางร่างกาย และเยียวยาความทุกข์ใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บุญยืนเสริมเพิ่มเติมว่า ถึงอย่างไรก็ควรจะมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะระบบสาธารณสุขของไทยมีหลายมาตรฐาน เช่น ในด้านหนึ่งบอกว่า ระบบการแพทย์ยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะรักษาคนไข้ภายในประเทศ แต่อีกมุมหนึ่งกลับโหมโฆษณาออกสื่อต่างชาติว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อม

ในช่วงบ่าย มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ซึ่งประเด็นสำคัญคือ ที่มาของกองทุนนั้นควรมาจากไหน โดยได้ข้อสรุปว่า ควรมาจาก 3 กองทุน คือ กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพ หักมาไม่เกินร้อยละ 1 หากไม่เพียงพอก็สามารถเพิ่มได้ และมีเพดานขั้นต่ำ

ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอว่า สถานบริการของโรงพยาบาลควรจะต้องเปิดดูแลทั้ง 24 ชั่วโมง และบริการอย่างเท่าเทียมกัน เพราะเห็นว่าปกติแล้ว เมื่อเป็นวันหยุด โรงพยาบาลมักจะไม่มีแพทย์ประจำรักษา ซึ่งจะกระทบกับผู้ใช้บริการได้

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://ilaw.or.th/node/545