วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

iLaw: นักสิทธิคนไข้ย้ำ ร่างคุ้มครองผู้เสียหายฯ ช่วยลดคดีฟ้องหมอ Sat, 2010-08-28 02:43

 

iLaw: นักสิทธิคนไข้ย้ำ ร่างคุ้มครองผู้เสียหายฯ ช่วยลดคดีฟ้องหมอ

ผู้ประสานงานองค์กรผู้บริโภคฯ ยัน ควรมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ระบุระบบสาธารณสุขไทยมีหลายมาตรฐาน เลขาธิการ สปสช.เผยสถิติ หลังช่วยเหลือเบื้องต้นผู้เสียหาย การฟ้องหมอลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.53 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จัดเสวนาเรื่อง สภาปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข กรณี ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ที่โรงแรม ที เค พาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อทำความเข้าใจและหาฉันทามติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยมีหลายกลุ่มเข้าร่วม อาทิ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภูมิภาคต่างๆ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ เครือข่ายมะเร็ง ชมรมเพื่อนโรคไต เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เครือข่ายจิตเวช เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

 

ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ: สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยยกตัวอย่างสังคมอเมริกันว่า ในกฎหมายของสหรัฐอเมริการะบุไว้ถึงสิทธิของคนไข้ที่จะได้รับคำอธิบายจากแพทย์ผู้รักษา ถ้าคนไข้ยินยอมตามที่แพทย์บอกก็รักษาได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษาว่าจะอธิบายได้ขนาดไหน ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการฟ้องร้อง ตัวอย่างเช่น เคยมีแพทย์ไทยโดนฟ้องที่สหรัฐอเมริกา และถูกศาลตัดสินให้ใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากตัดมดลูกโดยไม่ได้บอก

ทั้งนี้ ระบบกฎหมายเรื่องการละเมิดของสหรัฐอเมริกาจะคิดค่าเสียหายในเชิงลงโทษ ทนายความในสหรัฐอเมริกามักจะมีความสามารถทางด้านศัพท์ทางแพทย์ ใครจ้างฟ้องหมด ในบางครั้งทนายความยังหากินกับผู้ป่วยโดยตกลงกันว่า หากแพ้คดีจะว่าความให้ฟรี แต่ถ้าชนะคดีให้แบ่งเงินค่าเสียหายที่ได้รับครึ่งหนึ่ง ด้านหมอนั้นก็จะมีระบบประกันภัยที่รับผิดแทนแพทย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรับผิดไม่เกินร้อยละ 50 ของความเสียหาย ส่วนที่เหลือ แพทย์ต้องจ่ายเอง

บางประเทศ เช่น ในแถบสแกนดิเนเวีย ไม่ต้องการให้เกิดการฟ้องร้อง จึงมีระบบประกันความรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ระบบนี้จะมีกองทุน ถ้าผู้เสียหายได้รับความเสียหายก็นำเงินจากกองทุนนี้ใช้ไป เงินในกองทุนนี้จะเก็บสะสมจากผู้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีข้อยกเว้น

ศ.นพ.วิฑูรย์ ชี้ว่า ประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีแนวคิดนี้ โดยระบุในมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ให้กันเงินเพื่อชดเชยความบกพร่องจากการใช้บริการ และประสบการณ์ของการใช้มาตรานี้เห็นได้ชัดว่า ใช้ได้ผล สามารถคุ้มครองผู้เสียหาย และเมื่อเยียวยาความเสียหายแล้วก็ทำให้ไม่ค่อยมีการฟ้องร้องต่อศาล

"มาตรา 41 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด"

จากสถิติการใช้มาตรา 41 เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่มีการฟ้องศาล เพราะเมื่อมีกฎหมายนี้ออกมาจะคุ้มครองผู้เสียหาย โดยมีกองทุนที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายได้

ศ.นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยคือ วงการสาธารณสุขมีความเป็นธุรกิจสูง เรื่องยาก็เป็นธุรกิจ โรงพยาบาลก็เป็นธุรกิจ

"คนจนไม่มีที่พึ่งถ้ายาแพง ถ้าไม่มีบัตรทองคนจนก็เดือดร้อน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายฯ นี้จะเป็นตัวลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้คนจน" ศ.นพ.วิฑูรย์ กล่าว

ทางด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในการอภิปรายเรื่อง ประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองเสียหายฯ โดยกล่าวถึงผลจากการใช้มาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่า แม้เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น แต่สามารถลดการฟ้องร้องได้ สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดคือ กรณีขอนแก่นโมเดล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค. 53 ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น มีผู้เข้ารับการรักษาผ่าตัดต้อกระจอ แต่เกิดติดเชื้อจนเป็นเหตุให้ตาบอด โดยทันทีที่เกิดปัญหา คณะแพทย์ได้ออกมาขอโทษและรับผิด พยายามอธิบายและเอาใจใส่ดูแลอาการของผู้ป่วย กรณีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ปัญหาทางการแพทย์ไม่ว่าเรื่องใด จะเป็นกรณีที่แพทย์เป็นผู้ทำผิดพลาดหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเหตุเกิดที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลก็จะต้องรับผิดชอบ

นพ.วินัยกล่าวถึงสถิติของผู้เสียหายที่ใช้มาตรา 41 ว่า เมื่อมีการคุ้มครองผู้เสียหายแล้ว การฟ้องร้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ตั้งแต่ช่วงปี 2547 – 2553 มีความเสียหายที่เข้าข่ายมาตรา 41 จำนวน 2,719 ครั้ง แต่ฟ้องเพียงแค่ 26 ครั้ง

ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กฎหมายเอื้อต่อการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟ้องเพราะไม่ค่อยมีใครอยากเป็นความ ขึ้นโรงขึ้นศาล เว้นแต่กรณีจำเป็นหรือเหลืออดจริงๆ กรณีขอนแก่นโมเดล เห็นได้ชัดว่าเป็นการลดอุณหภูมิครุกรุ่น เพราะมีการเอาใจใส่ดูแลต่อผู้ป่วย มีการยอมรับผิดและรับต่อความเป็นจริง ผิดกับกรณีที่หากสถานพยาบาลไม่ยอมรับผิดหรือรับฟัง เช่นนี้ย่อมเป็นการผลักดันให้ผู้เสียหายไปฟ้องศาล

ดร.นนทวัชร์ เห็นว่า ถ้าสร้างกระบวนการพูดคุยและเยียวยาอย่างทันท่วงทีแล้ว ตามปกติวัฒนธรรมของไทยมักไม่ฟ้องร้อง ขอเพียงคุยและฟังเราพูด จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นตัวสร้างสัมพันธภาพที่ดี ทำให้เกิดกระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นรวดเร็วและเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครถูกหรือผิด และความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เข้าเกณฑ์รักษา แต่จะมีระบบกลั่นกรองอีกทีว่าความเสียหายอย่างไรเข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมด และทำให้กระบวนคลี่คลายก่อนไปถึงศาล

บุญยืน ศิริธรรม ผู้ประสานงานองค์กรผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวว่า สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์กลัวคือการฟ้องศาล แต่แม้ไม่มีร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็ฟ้องศาลได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารทำให้มีแนวโน้มของการฟ้องร้องมากขึ้น

บุญยืนอธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นการขยายผลของมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการเยียวยาทั้งทางร่างกาย และเยียวยาความทุกข์ใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บุญยืนเสริมเพิ่มเติมว่า ถึงอย่างไรก็ควรจะมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะระบบสาธารณสุขของไทยมีหลายมาตรฐาน เช่น ในด้านหนึ่งบอกว่า ระบบการแพทย์ยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะรักษาคนไข้ภายในประเทศ แต่อีกมุมหนึ่งกลับโหมโฆษณาออกสื่อต่างชาติว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อม

ในช่วงบ่าย มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ซึ่งประเด็นสำคัญคือ ที่มาของกองทุนนั้นควรมาจากไหน โดยได้ข้อสรุปว่า ควรมาจาก 3 กองทุน คือ กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพ หักมาไม่เกินร้อยละ 1 หากไม่เพียงพอก็สามารถเพิ่มได้ และมีเพดานขั้นต่ำ

ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอว่า สถานบริการของโรงพยาบาลควรจะต้องเปิดดูแลทั้ง 24 ชั่วโมง และบริการอย่างเท่าเทียมกัน เพราะเห็นว่าปกติแล้ว เมื่อเป็นวันหยุด โรงพยาบาลมักจะไม่มีแพทย์ประจำรักษา ซึ่งจะกระทบกับผู้ใช้บริการได้

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://ilaw.or.th/node/545

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

15 สส.เสื้อแดงจากข้างถนนสู่สภา

 

15 สส.เสื้อแดงจากข้างถนนสู่สภา

  • 06 กรกฎาคม 2554 เวลา 10:43 น. 


คงต้องรอดูบุคคลเหล่านี้ว่า เมื่อเข้ามาในสภาแล้วจะทำหน้าที่ได้เหมือนกับที่เคยเคลื่อนไหวข้างถนนหรือไม่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้ แกนนำคนเสื้อแดงในนามพรรคเพื่อไทยได้ตบเท้าเดินหน้าเข้าสภา 13 คน จาก 265 เสียงของพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ เสื้อแดงที่ได้รับเลือกใน สส.บัญชีรายชื่อ มีถึง 13 คน ประกอบด้วย 

1.จตุพร พรหมพันธุ์ 

2.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 

3.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก 

4.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย

5.นพ.เหวง โตจิราการ 

6.รพิพรรณ พงศ์เรืองรอง 

7.ขัตติยา สวัสดิผล 

8.วิภูแถลง พัฒนภูมิไท 

9.พายัพ ปั้นเกตุ 

10.เยาวนิตย์ เพียงเกษ 

11.ก่อแก้ว พิกุลทอง 

12.วิเชียร ขาวขำ และ 

13.จารุพรรณ กุลดิลก

เห็นชื่อแล้วล้วนแต่เป็นพวกไม้เบื่อ ไม้เมากับพรรคประชาธิปัตย์แทบทั้งสิ้น ตั้งแต่คราวศึก "ผ่านฟ้า-ราชประสงค์" โดยเฉพาะ "เสี่ยเต้น" ณัฐวุฒิ ถือว่าสมหวังเสียที หลังจากรอคอยโอกาสเข้าสภามาเป็นเวลานาน

เช่นเดียวกับ "นพ.เหวง" ไม่คาดคิดว่าครั้งหนึ่งจะเคยเป็นคนออกมาไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในนามคนเสื้อเหลือง และพยายามจะผลักดันตัวเองเข้ามาในสภาในนามสมาชิกวุฒิสภา แต่ก็ติดๆ ขัดๆ ไปหมด แต่เมื่อได้มาเดินบนเส้นทางสีแดง ก็กรุยทางเข้าสู่ฝ่ายนิติบัญญัติเรียบร้อย ไม่ต่างอะไรกับ "เดียร์" ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาว เสธ.แดง-พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

แม้ว่าในอดีตจะเคยออกมาไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนกับ นพ.เหวง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบสังหาร พล.ต.ขัตติยะ ก็ทำให้ลูกสาวทหารรายนี้เลือกเดินถนนสายสีแดง เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของบิดาต่อไป แม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะแกนนำแดงก็ตาม

"วิภูแถลง" ก็เป็นอีกคนที่เข้ามาในสภา ในฐานะเครือข่ายคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างแท้จริง เพราะในอดีตเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และแนวร่วมกับกลุ่มวิทยุชุมชนคนรักทักษิณ ที่มีวัตถุประสงค์ต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้โค่นล้มอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการเฉพาะ

ส่วน "ก่อแก้ว" เป็นที่ทราบกันดีว่า คือสายพิราบในกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง โดยเป็นหนึ่งในแกนนำที่เสนอให้ยุติการชุมนุมในช่วงก่อนสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็เป็นได้เพียงเสียงข้างน้อยในกลุ่มแกนนำ

ด้าน "รพิพรรณ" แค่เห็นนามสกุลก็ร้องอ๋อกันสภา เพราะเป็นภรรยา "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญ ที่เจ้าหน้าที่รัฐกำลังติดตามตัวอยู่ ซึ่งล่าสุดได้เตรียมประสานเข้าขอมอบตัวแล้ว "เยาวนิตย์" คือภรรยา "อดิศร" อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ของคนเสื้อแดง

ปิดท้ายด้วย "วิเชียร" รอบนี้ได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ หลังจากก่อนหน้านี้เป็นอดีต สส.อุดรธานี เริ่มได้รับความสนใจจากสังคมเมื่อคราวแสดงพฤติกรรมไม่พึงกระทำในสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ด้วยคำพูดต่อว่าอีกฝ่ายที่พาดพิงถึงบุพการี

ขณะที่ในส่วน สส.ระบบเขต ได้รับเลือกตั้ง 2 คน คือ 

"วรชัย เหมะ" อดีตโฆษกเวทีเสื้อแดง สส.เขต 4 สมุทรปราการ และ

"จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ" ผู้สมัคร สส.สุรินทร์ เขต 6 

กำลังควงแขนใส่สูทเข้ามาในสภาพร้อมกัน

โดยในรายของ "จ่าประสิทธิ์" ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะสามารถฝ่าด่าน "ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา" อดีต สส.ของพรรคชาติไทยพัฒนามาได้ ส่วนบทบาทในนามคนเสื้อแดงไม่มีมากนัก ไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ หรือกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว โดยทำหน้าที่ประสานงานกับเครือข่ายตามภูมิภาคต่างๆ มากกว่า ซึ่งมาพร้อมกับเอกลักษณ์สำคัญคือ การแต่งกายด้วยสีแดงทั้งตัว

คงต้องรอดูบุคคลเหล่านี้ที่เคยเคลื่อนไหวนอกสภา เมื่อเข้ามาในสภาแล้วจะแสดงบทบาทได้เหมือนกับการเคลื่อนไหวข้างถนนได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียง สส.คนหนึ่งที่ไม่มีปากมีเสียงภายใต้ระบบพรรคการเมืองเท่านั้น

 http://goo.gl/CUkR7

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันที่ 22–26 มิถุนายน 2554 ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

กทม.ชวนรำลึกกวีเอกโลก"สุนทรภู่"
จัดงานนิทรรศการ/ละครเงา/เสวนา22–26 มิ.ย. 

นายสมศักดิ์ จันทวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม "Close Up สุนทรภู่" ซึ่งจะจัดขึ้น
ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2554 ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เพื่อรำลึกถึงคุณูปการในการรังสรรค์วรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมแนวใหม่ที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อความบันเทิงของปุถุชนคนทั่วไปในยุคสมยนั้น ที่ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการแต่งวรรณกรรมของไทยที่มีมาแต่เก่าก่อน และยังเป็นกวีคนแรกที่นำเสนอศิลปะของกลอนสุภาพในการดำเนินเรื่องเป็นหลัก อีกทั้งยังเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติสุนทรภู่ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 
นิทรรศการที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของสุนทรภู่ในมุมมองที่ต่างไปจากในอดีตผ่านสื่อผสมรูปแบบต่างๆ มีชุดการแสดงละครเงา ในวรรณกรรมสุนทรภู่ประกอบเพลง 
การแสดงสักวาปะทะแร็พ การแสดงละครหุ่นสายเสมา เรื่อง สุดสาครผจญภัย 
การฉายภาพยนตร์ในวรรณกรรมสุนทรภู่ และ
รับฟังการเสวนาหัวข้อ "กวีเก่า กลอนใหม่...ชวนเล่าเรื่อง" นำทีมเสวนาโดย อ.ยุทธ โตอดิเทพย์ อ.วัฒนะ บุญจับ คุณพุฒิยศ ผลชีวิน และคุณพจนาถ พจนาพิทักษ์ 
และการเสวนาหัวข้อ "ปริทัศน์ ปริเทศ...เล่าเหตุสุนทรภู่"นำทีมเสวนาโดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณประสาทพร ภูสุศิลป์ธร (เจ้าของนามปากกาคมทวน คันธนู) 
คุณทองแถม นาถจำนง (เจ้าของนามปากกาโชติช่วง นาดอน) อ.อานันท์ นาคคง และคุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย 

จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชื่นชมผลงานวรรณกรรมของสุนทรภู่ กวีเอกของโลก ได้ตามวัน เวลา สถานที่ดังกล่าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรมฯ โทร. 02-2466144 

แหล่งที่มาข้อมูล : แนวหน้า.,บ้านเมือง 15 มิถุนายน 2554 


ขอเชิญร่วมกิจกรรมรำลึกสุนทรภู่ 22-26 มิ.ย. 54 
ณ หอศิลป์ฯ กทม.

กทม. จัดกิจกรรม "Close Up สุนทรภู่ " รำลึกผลงานวรรณกรรมทรงคุณค่า พร้อมเชิดชูเกียรติกวีเอกของโลก 22-26 มิ.ย. 54 ณ หอศิลป์ฯ กทม. 

(10 มิ.ย. 54) ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) : นายสมศักดิ์ จันทวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม "Close Up สุนทรภู่ " ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 มิ.ย. 54 ณ หอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เพื่อรำลึกถึงคุณูปการในการรังสรรค์วรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมแนวใหม่ที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อความบันเทิงของปุถุชนคนทั่วไปในยุคสมัยนั้น ที่ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการแต่งวรรณกรรมของไทยที่มีมาแต่เก่าก่อน และยังเป็นกวีคนแรกที่นำเสนอศิลปะของกลอนสุภาพในการดำเนินเรื่องเป็นหลัก อีกทั้งยังเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติสุนทรภู่ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชติ ( UNESCO) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2529 

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของสุนทรภู่ในมุมมองที่ต่างไปจากในอดีตผ่านสื่อผสมรูปแบบต่างๆ มีชุดการแสดงละครเงา ในวรรณกรรมสุนทรภู่ประกอบเพลง การแสดงสักวาปะทะแร็พ การแสดงละครหุ่นสายเสมา เรื่อง สุดสาครผจญภัย การฉายภาพยนตร์ในวรรณกรรมสุนทรภู่ และรับฟังการเสวนาหัวข้อ " กวีเก่า กลอนใหม่...ชวนเล่าเรื่อง " นำทีมเสวนาโดย อ.ยุทธ โตอดิเทพย์ อ.วัฒนะ บุญจับ คุณพุฒิยศ ผลชีวิน และคุณพจนาถ พจนาพิทักษ์ และการเสวนาหัวข้อ " ปริทัศน์ ปริเทศ...เล่าเหตุสุนทรภู่ " นำทีมเสวนาโดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณประสาทพร ภูสุศิลป์ธร (เจ้าของนามปากกาคมทวน คันธนู) คุณทองแถม นาถจำนง (เจ้าของนามปากกาโชติช่วง นาดอน) อ.อานันท์ นาคคง และคุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชื่นชมผลงานวรรณกรรมของสุนทรภู่ กวีเอกของโลก ได้ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิ.ย. 54 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. โทร. 0 2246 6144 

 

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันที่ 22-26 มิถุนายน 2554 เวลา 10.00-20.00 น อาคาร 7-8 อิมแพค เมืองทองธานี

วันที่ 22-26 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยจัดงาน "สหกรณ์ไทย ใต้ร่มพระบารมี" ที่ อิมแพค เมืองทองธานี มีหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ สมชาย บอกว่า แนวคิดปลูกต้นกล้านักสหกรณ์ เริ่มมาจากแนวคิดตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ที่ต้องการให้การสหกรณ์เริ่มต้นตั้งแต่ในโรงเรียน
 

วันที่ 22-26 มิถุนายน 2554 

ณ อาคาร 7-8  อิมแพ็ค เมืองทองธานี
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โดยนําโครงการพระราชดําริต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสหกรณ์มาจัดนิทรรศการขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงงานเกี่ยวกับงานสหกรณ์ และเพื่อเฉลิม พระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่มีต่อการสหกรณ์
และเพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์จากทั่วประเทศ ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคที่อยู่นอกพื้นที่ ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ทําให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เป็นการเพิ่มช่องทางการจําหน่าย และสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน
งานประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการวิชาการ การจัดสาธิตการผลิตสินค้าหรือจำลองรูปแบบสหกรณ์ เช่น หมู่บ้านศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพง การใช้สหกรณ์แก้ปัญหาในชุมชน จัดตั้งคลินิกสหกรณ์เพื่อแนะแนว อีกทั้งยังจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตจากสหกรณ์แต่ละแห่งมานำเสนอ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว